WiFi6 คืออะไร แตกต่างกับ Wifi5 , WiFi6E ยังไง เทคโนโลยีใหม่ปี 2023

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เพิ่มมาใน Wifi6

WiFi6 หรือ IEEE 802.11ax คือ ไวไฟที่อัปเกรดจากมาตรฐานเดิม IEEE 802.11ac ของ Wi-Fi 5 เพื่อรองรับปริมาณการการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์เชื่อมต่อมากมายทั้งหลายที่เราใช้งาน

WiFi6 คืออะไร แตกต่างกับ Wifi5 , WiFi6E ยังไง เทคโนโลยีใหม่ปี 2023

เราทุกคนต่างรู้ว่า Wi-Fi คือเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ที่ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือสื่อสารระหว่างกันได้แบบไร้สาย โดย Wi-Fi จะส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของคลื่นวิทยุความถี่สูง ผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต เช่น Router, Access Point หรือผ่านร่างแหไวไฟ (Mesh Wi-Fi)

ปัจจุบัน มีการใช้งาน Wi-Fi ตามบ้านเรือน และออฟฟิศสำนักงานเกือบทุกแห่ง รวมถึงพื้นที่สาธารณะอย่างร้านกาแฟหรือห้างสรรพสินค้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เราใช้งานทุกวันนี้ นับตั้งแต่สมาร์ทโฟน, แล็ปท็อป, แท็บเล็ต, ทีวี, เครื่องเล่นเกม, อุปกรณ์ VR, กล้อง CCTV, เครื่องเสียง, นาฬิกา, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้าไปจนถึงกริ่งหน้าประตู ต่างก็เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้

กิจกรรมต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงของชีวิตมนุษย์ในทศวรรษเกี่ยวพันกับโครงข่ายออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน, ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม, หรือแม้กระทั่งพูดคุยกับเพื่อน เราล้วนทำได้สะดวกรวดเร็วและคล่องตัวผ่านเครือข่าย Wi-Fi จนแทบจะเรียกได้ว่า Wi-Fi เป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเรา และยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากมันอีกต่อไป

แล้ว Wi-Fi 6 คืออะไรกันล่ะ? เพื่อที่จะทำความเข้าใจคำตอบของคำถามนี้ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในตอนแรกที่มีการคิดค้นและพัฒนาระบบเครือข่ายไร้สายขึ้นมาในโลกนั้น ยังไม่มีการบัญญัติคำศัพท์ “Wi-Fi” ขึ้นมา แต่คำนี้เกิดขึ้นในภายหลัง

WiFi6 หรือ IEEE 802.11ax คือ ไวไฟที่อัปเกรดจากมาตรฐานเดิม IEEE 802.11ac ของ Wi-Fi 5

เข้าใจระบบ Wifi ก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ Wifi6

ระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN: Wireless Local Area Network) ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาภายใต้มาตรฐานหลักที่เรียกว่า “มาตรฐาน IEEE 802.11” มาตรฐานนี้กำหนดโดยสถาบันวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (The Institute of Electrical and Electronics Engineers) อันเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานการสื่อสารของระบบเครือข่าย เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในเครือข่ายไร้สายมีการผลิตและพัฒนาไปในทางเดียวกัน

ตัวมาตรฐานการสื่อสารไร้สาย IEEE 802.11 เองก็มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเพิ่มตัวอักษรมาต่อท้าย เช่น 802.11a, 802.11b จนกลายเป็นมาตรฐานย่อยต่างๆ อีกมากมาย แต่ละมาตรฐานจะมีความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

มาตรฐาน

ย่านความถี่

ความเร็วสูงสุด

802.11a

5 GHz

54 Mbps

802.11b

2.4 GHz

11 Mbps

802.11g

2.4 GHz

54 Mbps

แต่เดิมเราจะเรียกการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไร้สาย ตามรหัสมาตรฐานของ IEEE ซึ่งยาวและจดจำได้ยาก

จนกระทั่งปี ค.ศ.2000 ทาง Wi-Fi Alliance ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการตั้งชื่อที่เรียกง่ายให้กับมันว่า “Wi-Fi” (จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า)

โดยนิยามว่า “Wi-Fi”  หมายถึงกลุ่มของโปรโตคอลเครือข่ายไร้สายที่ใช้มาตรฐานเครือข่าย IEEE 802.11

ต่อมาในปี ค.ศ.2009 องค์กร Wi-Fi Alliance ได้เริ่มใช้ตัวเลขเพื่อแบ่ง Generation ของรูปแบบเครือข่ายไร้สายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ Wi-Fi ตัวใหม่ล่าสุดในขณะนั้น เป็น Wi-Fi 4 และหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาจนเป็น Wi-Fi 5 และ WiFi6 ขึ้นมาตามลำดับ

ประวัติความเป็นมาของ Wi-Fi ก่อนจะมาเป็น Wifi6

แล้ว WiFi6 จะช่วยยกระดับประสบการณ์ออนไลน์ของเราอย่างไรบ้าง?

คราวนี้เรามาเริ่มเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 ที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกในการสื่อสารแบบไร้สายในยุค IoT ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยลดความแออัดในสถานการณ์การใช้ Bandwidth จำนวนมาก และสามารถทำความเร็วของการส่งผ่านอินเทอร์เน็ตได้มากพอๆ กันกับการเชื่อมต่อผ่านทางสาย LAN เลยทีเดียว

WiFi6 (IEEE 802.11ax) หรือที่เราเรียกกันว่า “Wi-Fi 6” หรือ “WiFi AX” หรือ “WiFi 802.11ax”

เป็นการอัปเกรดจากมาตรฐานเดิม IEEE 802.11ac ของ Wi-Fi 5 เพื่อรองรับปริมาณการการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์เชื่อมต่อมากมายทั้งหลายที่เราใช้งาน

จุดเด่นของ WiFi6 คือการปรับปรุงด้านความเร็ว, เพิ่มประสิทธิภาพ, สามารถรับส่งข้อมูลได้มากขึ้น, สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในเครือข่ายจำนวนมากได้อย่างลื่นไหล, ใช้พลังงานน้อยลง และมีการเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ (Wi-Fi Spectrum) 

โดย Wi-Fi 6 สามารถทำงานได้ทั้งบนคลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 9.6 Gbps (นี่เป็นค่าสูงสุดทางทฤษฎี ความเร็วในการใช้งานจริงอาจไม่ถึงตัวเลขนี้ก็ได้ เนื่องจากมีการแชร์ไปในอุปกรณ์หลายเครื่อง อย่างไรก็ตาม เราจะสามารถเพลิดเพลินกับความเร็วแบบ Wi-Fi 6 ได้อย่างมีนัยสำคัญ)

Generation / IEEE Standard

Year

Frequency Bands

Link Rate

         Wi-Fi 6 (802.11ax)

2019

2.4 GHz / 5 GHz

600 – 9608 Mbit/s

         Wi-Fi 5 (802.11ac)

2014

5 GHz

433 – 6933 Mbit/s

         Wi-Fi 4 (802.11n)

2009

2.4 GHz / 5 GHz

72 – 600 Mbit/s

ฟีเจอร์ใหม่ๆ ในเทคโนโลยี Wifi6

Wi-Fi 6 นั้น มีเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นจาก Wi-Fi 5 หลายประการ ในบทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดในส่วนของข้อมูลเชิงลึกหรือเชิงเทคนิคที่เข้าใจได้ยาก แต่จะกล่าวเฉพาะ Key Feature หลักๆ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อผู้ใช้งานทั่วไป โดยเทคโนโลยีสำคัญที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาเพิ่มเข้ามา ได้แก่

8×8 UL/DL Multi-user MIMO (MU-MIMO)

เทคโนโลยี MU-MIMO ทำให้อุกปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายสามารถเข้าถึง Router ได้พร้อมๆ กัน โดยที่ Bandwidth ไม่ลดลง เป็นคุณสมบัติที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมจากฟีเจอร์ SU-MIMO (Single-User Multiple-Input Multiple-Output) ที่มีตั้งแต่สมัน Wi-Fi 4 ซึ่งเดิมไม่สามารถรับส่งข้อมูลไปยังหลายอุปกรณ์พร้อมกันในคราวเดียวได้ ต้องใช้การสลับสัญญาณไปมา 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า เมื่อมีอุปกรณ์หลายตัวเชื่อมต่อพร้อมกันอยู่ Router จะทำหน้าที่แจกสัญญาณ เหมือนคนแจกไพ่สลับไล่กันไปตามจำนวนผู้เล่นในวง ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผู้ใช้แทบจะไม่รู้สึกว่ามีการรอคิวอยู่แต่อย่างใด แต่หากมีอุปกรณ์เรียกเข้ามาพร้อมกันจำนวนมากก็จะเกิดปัญหาคอขวดในการรับส่งข้อมูลทันที ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เน็ตสะดุดนั่นเอง แต่ด้วยเทคโนโลยี MU-MIMO ทำให้ Wi-Fi รองรับการส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์หลายตัวภายในคราวเดียวกัน

อันที่จริงในยุค Wi-Fi 5 (wave 2) ก็มีการปรับปรุงให้เป็น MU-MIMO แล้ว แต่รองรับการใช้งานเพียงแค่ 4 สตรีม และยังทำงานเฉพาะในส่วนของการ downloads เท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติ 8×8 UL/DL MU-MIMO ของ Wi-Fi 6 ที่มีมากถึง 8 Spatial Stream และยังส่งผลทั้งการอัปโหลดและดาวน์โหลด นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะกำลังสตรีมมิ่ง กำลังดาวน์โหลด หรือแม้แต่กำลังเล่นเกม VR/AR, MMO หรือ RPG ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบไหนก็เพียงพอสำหรับเรา ทั้งนี้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ MU-MIMO ด้วยนะ ถึงจะใช้งานได้

ความแตกต่างระหว่าง Single User MIMO กับ Multi User MIMO ใน Wi-Fi 6

แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ MU-MIMO ไม่ได้ทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น แต่ช่วยให้ความเร็วในการใช้งานไม่ลดลงในกรณีที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อพร้อมกันหลายตัว ทั้งนี้ MU-MIMO ส่งผลโดยตรงกับการใช้งานผ่าน Wi-Fi เท่านั้น จะไม่ส่งผลในกรณีเชื่อมต่อผ่านสายแลน และหาก Router ของเรารองรับ 8×8 MU-MIMO แต่เราเชื่อมต่ออุปกรณ์ไว้ 10 เครื่อง ก็จะมีบางเครื่องที่ต้องทำงานแบบ SU-MIMO

การส่งรับข้อมูลแบบ OFDMA (Orthogonal Frequency-Division Multiple Access)

เป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ Bandwidth (ปริมาณการรับส่งข้อมูลในระบบ) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการลดระยะเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูลไปกลับระหว่างอุปกรณ์ Client และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Router) ทำให้เหลือ Bandwidth ไว้ให้อุปกรณ์ตัวอื่นในเครือข่ายมากขึ้น

ในเครือข่าย Wi-Fi 5 ที่ใช้การรับส่งข้อมูลแบบ OFDM (Orthogonal Frequency-Division Multiplexing) อุปกรณ์ Client อาจต้องรอการรับหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่แออัด แต่ด้วยเทคโนโลยี OFDMA ซึ่งทำงานโดยเทคนิคการแบ่งซอยช่องสัญญาณเป็นคลื่นพาห์ย่อยเพื่อความเสถียรและการครอบคลุมที่มากขึ้น และอนุญาตให้สื่อสารกับอุปกรณ์ปลายทางหลายชนิด ได้ด้วยการส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียวในแต่ละหน้าต่างรับส่งสัญญาณ ทำให้สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น, ลดความหน่วงแฝง (Latency) และเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อหนาแน่น

Wi-Fi 6 มีการใช้ความยาวคลื่นใน OFDM symbol ถึง 4 เท่า เพื่อสร้างคลื่นพาห์ย่อยให้มากขึ้นถึง 4 เท่า ช่วยขยายการครอบคลุมให้มากขึ้นและเร็วขึ้นถึง 11% และหากเราเปรียบชุดสัญญาณ (Packet) ที่รับส่งระหว่าง Router และอุปกรณ์ในเครือข่ายเป็นรถบรรทุก แต่ละการส่งของรถบรรทุกแบบ OFDM (Wi-Fi 5) จะสามารถส่งข้อมูล 1 ครั้งต่อ 1 อุปกรณ์ แต่ด้วย OFDMA (Wi-Fi 6) จะทำให้ในแต่ละรถบรรทุก 1 คันสามารถส่งข้อมูลหลายๆ ข้อมูลไปยังหลายอุปกรณ์ได้พร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการอัปโหลดและดาวน์โหลด ดังนั้น หากเราเชิญกลุ่มเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน ก็จะไม่มีปัญหาที่เพื่อนบางคนไม่สามารถ connect กับ Router ได้อีกต่อไป แค่คิดก็สนุกแล้วววว

Beamforming

เป็นเทคนิคในการส่งสัญญาณโดยบีบรัศมีให้แคบลง และยิงไปยังอุปกรณ์โดยตรง แทนที่จะปล่อยคลื่นไปทั่วทั้งห้อง ส่งผลให้การรับส่งราบรื่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม เป็นเทคนิคที่มีมาตั้งแต่ Wi-Fi 4 และ Wi-Fi 5 แล้ว

Target Wake Time (TWT)

เป็นคุณสมบัติที่มีบทบาทสำคัญต่ออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เป็นอย่างมาก โดยจะอนุญาตให้ Router ของเรา สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ในเครือข่าย โดยเฉพาะอุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ IoT (ซึ่งโดยมากจะเป็นอุปกรณ์ประเภท Low-power Device) เพื่อให้ทราบได้ว่าจะมีการเชื่อมต่อเกิดขึ้นในตอนไหน ความถี่เท่าไหร่ และกำหนดตารางเวลาในการเชื่อมต่อสัญญาณ

หากตรวจสอบแล้วพบว่าช่วงเวลาใดไม่มีความจำเป็นต้องรับส่งข้อมูล ก็จะสั่งพักการเชื่อมต่อเอาไว้ก่อน เสมือนมี Sleep Mode ในขณะที่ไม่มีการรับส่งสัญญาณระหว่างกันนั่นเอง เรียกว่าเป็นฟีเจอร์ยอดประหยัด ที่ช่วยถนอมพลังงาน, ลดการบริโภคแบตเตอรี่, เพิ่มเวลาพักเครื่อง และยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างมาก แถมยังช่วยสงวน Bandwidth อีกด้วยนะ

BSS Coloring (Basic Service Set Coloring)

การรบกวนจากเครือข่าย Wi-Fi ที่อยู่รอบข้าง (Overlapping Basic Service Sets: OBSS) อาจทำให้เกิดปัญหากับสัญญาณ Wi-Fi ของคุณได้

ใน Wi-Fi เวอร์ชันก่อนหน้า อุปกรณ์ที่พยายามจะเชื่อมต่อกับเครือข่าย จะใช้กระบวนการ “ฟังก่อนพูดคุย” ซึ่งหมายความว่าอุปกรณ์เหล่านั้นต้อง “ฟัง” สัญญาณรบกวนทุกอย่างก่อนที่จะเริ่มส่งสัญญาณ หากมีสัญญาณรบกวนใดๆ ในช่องสัญญาณ แม้ว่าจะเกิดจากเครือข่ายที่อยู่ไกล อุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องรอจนกว่าช่องสัญญาณจะมีความชัดเจน

แต่ด้วยเทคนิค BSS Coloring จะช่วยลดปัญหาการรบกวนกันเองของสัญญาณ โดยใช้วิธีกำหนดสีของสัญญาณ ทำให้สามารถทราบได้ว่า เป็นสีของสัญญาณข้อมูลที่มาจากเครือข่ายของเรา หรือสีของสัญญาณข้อมูลจากเครื่องส่งสัญญาณไร้สายบริเวณข้างเคียง หากตรวจพบการรับส่งข้อมูลอื่นๆ ในช่องสัญญาณ ที่ไม่ได้เป็นสีเดียวกันกับเครือข่ายของตนเอง อุปกรณ์จะ ignore และส่งสัญญาณต่อไป ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือและปรับปรุงความหน่วงแฝง (Latency) ได้

ดังนั้น หากคุณอาศัยอยู่ในคอนโด หรืออาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีเพื่อนบ้านอยู่ติดกันมากๆ ฟีเจอร์ BSS Coloring จะช่วยให้ Router ของคุณจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอื่นๆ พิเศษเพิ่มเติม

การทำงานร่วมกันของ OFDMA และ BSS จะช่วยรักษาความเร็วและความเสถียรของการเชื่อมต่อ เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นบนเครือข่ายที่แออัด

1024-QAM (1024 Quadrature Amplitude Modulation Mode)

QAM เป็นกระบวนการเข้ารหัส (Encoding) สัญญาณดิจิทัลในการรับส่งข้อมูล ซึ่ง Wi-Fi 6 สามารถส่งได้ถี่ถึง 1024-QAM มากกว่ามาตรฐานเดิมถึง 4 เท่า (จากเดิม 256-QAM ใน Wi-Fi 5) ทำให้การเชื่อมต่อในบริเวณที่มีอุปกรณ์แออัด อย่างเช่นห้างสรรพสินค้าหรือสนามกีฬา มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

และด้วยการเพิ่มค่าการ Modulation เป็น 1024-QAM ในแต่ละ symbol carries จากเดิม 8 bits เป็น 10 bits ทำให้ได้อัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับ 256-QAM ใน Wi-Fi 5 ช่วยให้คุณดู Netflix ที่บ้าน สลับกับไลฟ์สตรีมจาก Laptop ด้วยความเร็วที่เต็มประสิทธิภาพ และมอบประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีมากขึ้นให้แก่คุณ

160 MHz Channel Bandwidth

ขยายความกว้างของช่องสัญญาณเป็นสองเท่า จากเดิม 80 MHz มาเป็น 160 MHz อันที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใหม่อะไร มีมาตั้งแต่ใน Wi-Fi 5 (wave 2) ที่เปิดตัวในปี 2016 ซึ่งสืบทอดมาใช้ต่อใน Wi-Fi 6 นี้ด้วย

ยิ่งช่องรับส่งข้อมูลมีความกว้างมากเท่าไหร่ ปริมาณข้อมูลที่รับส่งได้ก็จะยิ่งมากขึ้น ทำให้อินเทอร์เน็ตของคุณเร็วขึ้นกว่าเดิม เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเล่นเกมส์ VR หรือสตรีมหนัง 4K/8K ได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เพิ่มมาใน Wifi6

ความแตกต่างระหว่าง Wi-Fi 5 กับ Wi-Fi 6

เทียบให้เห็นชัดๆ ว่า Wi-Fi 6 แตกต่างหรือดีกว่า Wi-Fi 5 ยังไง?

  • Wi-Fi 6 มีความเร็วสูงสุดถึง 9.6 Gbps ในช่องสัญญาณต่างๆ สูงกว่า Wi-Fi 5 ที่มีระดับความเร็วสูงสุดที่ 6.9 Gbps ซึ่งความเร็วที่สูงกว่าถึง 40% นี้ จะช่วยลดปัญหาอาการแลคและหน่วง เพิ่มความเพลิดเพลินเวลาที่เราสตรีมวิดีโอ 8K หรือเล่นเกม VR
  • Wi-Fi 6 รองรับมาตรฐานการรับส่งข้อมูล 1024-QAM ซึ่งค่า Modulation ที่มากกว่า 256-QAM ของ Wi-Fi 5 ถึง 4 เท่านี้ จะทำให้ Latency ลดลง, ปิงน้อยลง รองรับการใช้งานได้มากขึ้น
  • Wi-Fi 6 รองรับ 8×8 UL/DL MU-MIMO ที่มีช่องดาวน์โหลด-อัปโหลด 8×8 ช่องสัญญาณ ช่วยให้รับส่งข้อมูลพร้อมกันหลายอุปกรณ์ได้ในคราวเดียวกัน เมื่อเทียบกับ Wi-Fi 5 (wave 1) ที่ส่งสัญญาณข้อมูลรูปแบบ SU-MIMO ซึ่งสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ปลายทางได้ครั้งละหนึ่งเครื่องเท่านั้นในแต่ละช่องเครือข่าย ซึ่งเป็นการใช้ Bandwidth ที่มีอยู่อย่างไม่มีประสิทธิภาพใน Wi-Fi 5 (wave 1) นอกจากนั้น Wi-Fi 6 ยังสามารถสื่อสารในคราวเดียวกันไปยังอุปกรณ์ปลายทางจำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับ Wi-Fi 5 (wave 2) ที่ส่งสัญญาณข้อมูลรูปแบบ 4×4 DL MU-MIMO
  • Wi-Fi 6 ใช้เทคโนโลยี OFDMA (Orthogonal frequency division multiple access) ที่แยกส่งสัญญาณข้อมูลออกเป็นคลื่นพาห์ย่อยๆ ทำให้สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์หลายชนิดได้ในการส่งสัญญาณครั้งเดียว ในขณะที่ Wi-Fi 5 ใช้เทคโนโลยี OFDM (Orthogonal Frequency-Division Multiplexing) ซึ่งอุปกรณ์ปลายทางแต่ละอย่าง ต้องรอคอยช่องสัญญาณว่าง จึงจะทำการสื่อสารสัญญาณได้
  • Wi-Fi 5 ทำงานบนย่านความถี่ 5 GHz ในขณะที่ Wi-Fi 6 ทำงานได้ทั้งบนย่านความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz
  • Wi-Fi 6 มีค่าความหน่วงแฝง (Latency) น้อยกว่า Wi-Fi 5
  • Wi-Fi 6 สามารถแยกแยะสัญญาณในพื้นที่การใช้งาน Wi-Fi หนาแน่น ด้วยเทคนิค BSS Coloring ช่วยลดปัญหาการรบกวนกันเองของสัญญาณ ในขณะที่ Wi-Fi 5 ไม่มี
  • Wi-Fi 6 มีฟีเจอร์ Target Wake Time (TWT) ที่สามารถหยุดพักการรับส่งข้อมูลชั่วคราว เมื่อไม่มีการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ช่วยให้อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ทั้งหลายประหยัดพลังงาน และช่วยถนอมแบตเตอรี่ ในขณะที่ Wi-Fi 5 ไม่มีฟีเจอร์นี้

WiFi Generation

WiFi 5

WiFi 6

IEEE Standard

802.11ac

802.11ax

Released Year

2014 (2557)

2019 (2562)

Frequency Band

5 GHz

2.4 GHz & 5 GHz

Channel

Bandwidth

20MHz, 40MHz, 80MHz

80+80MHz & 160MHz

20MHz/40MHz @2.4 GHz, 80MHz, 80+80MHz & 160MHz @5 GHz

FFT Sizes

64, 128, 256, 512

64, 128, 256, 512, 1024, 2048

Subcarrier

Spacing

312.5kHz

78.125kHz

Highest

Modulation

256-QAM

1024-QAM

Maximum Transmission Rate

6.9 Gbps

9.6 Gbps

(1.5 Gbps / device)

SU/MUMIMO

SU-MIMO (wave 1)

4×4 DL MU-MIMO (wave 2)

8×8 UL/DL MU-MIMO

OFDM/A

OFDM

OFDMA

WiFi6 แจ่มว้าวขนาดนี้ ถ้าอยากจะใช้งานคุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมา ต้องทำอย่างไรบ้าง?

ถ้าเราต้องการใช้คุณสมบัติเจ๋งๆ ของ Wi-Fi 6 จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Router หรือ Access Point) รวมถึงอุปกรณ์รับสัญญาณที่รองรับ Wi-Fi 6 (802.11ax) ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่รองรับจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

แล้วอุปกรณ์ในระบบ WiFi เวอร์ชั่นเก่าที่เรามีอยู่ จะสามารถทำงานเชื่อมต่อร่วมกับอุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi6 ได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ “ได้” เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี Wi-Fi เวอร์ชันใหม่ จะถูกพัฒนามาให้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รุ่นเก่าได้ด้วย (Backward Compatible)

ตัวอย่างเช่น Wi-Fi 6 (802.11ax) ก็จะรองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์รุ่นก่อนหน้าที่ใช้มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac ได้

แต่!!!!!! อาจจะใช้คุณสมบัติบางประการที่เพิ่มมาใน Wi-Fi 6 ไม่ได้นะ (คือเชื่อมต่อได้ แต่อาจจะใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาไม่ได้)

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่ เป็นอุปกรณ์ที่รองรับ WiFi เวอร์ชั่นไหน?

สามารตรวจสอบสเปกของตัวเครื่องที่เว็บไซต์ตรวจสอบสเปก และดูที่หัวข้อ ระบบเชื่อมต่อ / WLAN / Wi-Fi หรือ Wireless

เปรียบเทียบ Wi-Fi 6 กับ Wi-Fi 6E

Wi-Fi 6E คืออะไร และต่างจาก Wi-Fi 6 ยังไง?

Wi-Fi 6E คือ การต่อยอดจากเทคโนโลยี Wi-Fi 6 เพื่อจัดการปัญหาสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์รุ่นเก่าทั้งหมด โดยยังคงทำงานอยู่บนมาตรฐาน IEEE 802.11ax เหมือนเดิม แต่มาพร้อมความสามารถในการทำงานบนคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz เพิ่มเติมจากย่านความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

พูดง่ายๆ ได้ว่า เทคโนโลยี Wi-Fi 6E ก็คือ Wi-Fi 6 ขั้นกว่าที่รองรับการทำงานของคลื่น 6 GHz นั่นเอง
(ตัว E ที่ต่อท้าย มาจากคำว่า “Extension” ที่แปลว่า ส่วนต่อขยาย)

ทำไม Wifi6E ต้องขยายการใช้งานสู่ย่านความถี่ 6 GHz?

แต่เดิมทั้ง Wi-Fi 5 และ Wi-Fi 6 ต่างก็ทำงานอยู่บนสองคลื่นความถี่ คือ 2.4 GHz และ 5 GHz จากรายงานของ Cisco ระบุว่า ในปี 2018 มียอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกราว 3.9 พันล้านคน คิดเป็น 51% ของประชากรโลก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึง 5.3 พันล้านคนในปี 2023 ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับ 66% หรือสองในสามของประชากรโลก

จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น, จำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณการใช้งานที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ย่านความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz เริ่มที่จะไม่เพียงพอ

ในเดือนเมษายน ปี 2020 (พ.ศ. 2563) ทางคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (Federal Communications Commission (FCC)) จึงได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มความถี่ 6 GHz ให้เข้ามาอีกหนึ่งคลื่น ซึ่งเป็นคลื่นความถี่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อได้มากกว่าเดิม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

วัตถุประสงค์และจุดเด่นของ WI-FI 6E

Wi-Fi 6E ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์หลักๆ ในการทำสิ่งที่ Wi-Fi 6 ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อเป็นจำนวนมาก เช่น ในสถานที่อย่าง ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง สนามกีฬา หรือโรงงาน รวมไปจนถึงการสตรีมวิดีโอระดับ 4K หรือสูงกว่า และการใช้งานด้าน AR/VR เป็นต้น

การขยับไปใช้คลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ทำให้ได้ความจุสัญญาณเพิ่มขึ้นมาถึง 1200 MHz ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการนำเอาความจุสัญญาณของ 2.4 GHz และ 5 GHz มารวมกันเสียอีก

และด้วยความกว้างขนาด 1200 MHz นี้ ทำให้มันสามารถรองรับช่องสัญญาณขนาด 160 MHz ได้ถึง 7 ช่อง หรือขนาด 80 MHz ได้ถึง 14 ช่องเลยทีเดียว ทำให้มีความหน่วงแฝงในขณะเชื่อมต่อ (ดีเลย์ หรือปิง ตามแต่จะเรียก) ที่ต่ำมาก ๆ แม้ว่าจะเชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์ในคราวเดียวก็ตาม โดยทาง Broadcom Inc. ระบุว่า Wi-Fi 6E สามารถทำความหน่วงแฝงได้ต่ำที่สุด ‘ไม่ถึงมิลลิวินาที’ ภายในระยะห่างไม่เกิน 3 เมตรจาก Router หรือ Access Point

เปรียบเทียบ GHz ในแต่ละรูปแบบใน Wi-fi

ทั้ง 3 ย่านความถี่ (2.4 GHz, 5 GHz และ 6 GHz) จะทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ Wi-Fi เร็วขึ้น รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานได้กว้างกว่าเดิม ช่วยกำจัดพื้นที่อับสัญญาณ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาสัญญาณตีกันบน 2.4 GHz และ 5 GHz ที่มีปริมาณผู้ใช้งานสูงได้อีกด้วย

ให้ลองจินตนาการภาพถนนที่มีรถเยอะและการจราจรติดขัด หากมีถนนเส้นใหม่เปิดเพิ่ม เราก็จะสามารถขับเต็มสปีดได้บนถนนโล่งๆ แถมถนนที่สร้างใหม่นี้ยังเปิดได้หลายเลน (ช่องสัญญาณ) และแต่ละเลนก็กว้างกว่าเก่าด้วย (Bandwidth) เพราะมีพื้นที่มากเพียงพอ (ความจุสัญญาณ)

คลื่นสัญญาณ 6 GHz ก็เป็นเหมือนทางด่วนที่เปิดเพิ่ม ทำให้รถ (สัญญาณข้อมูล) วิ่งรับส่งได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเชื่อมต่อกับหลายๆ อุปกรณ์พร้อมๆ กัน และยังช่วยให้เจ้าหน้าที่จราจร (ตัวปล่อยสัญญาณ) จัดการสัญญาณได้ง่ายขึ้น

Wi-Fi 6E เร็วกว่า Wi-Fi 6 แค่ไหน?

ในทางเทคนิค Wi-Fi บนย่านความถี่ 6 GHz มีความเร็วสูงสุด 9.6 Gbps เท่ากับบนย่านความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดตามทฤษฎีของมาตรฐาน Wi-Fi 6 แต่ในการใช้งานจริง ความเร็วบนย่านความถี่ 5 GHz จะไม่ถึงระดับนั้น

ปัจจุบัน ความเร็วในการใช้งานจริงของ Wi-Fi 6 บนย่านความถี่ 5 GHz จะอยู่ที่ระดับ 1 Gbps ซึ่งก็สูงเพียงพอต่อผู้ใช้งานทั่วๆ ไปแล้ว แต่ด้วย Wi-Fi 6E ความเร็วที่เราสามารถใช้งานได้จริงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า ทำให้ความเร็วสูงสุดในการใช้งานจริงอยู่ระดับ 2 Gbps บนอุปกรณ์จำพวก Smart Phone และ Tablet เลยทีเดียว

เนื่องจากความถี่ 6 GHz ช่วยให้ช่องสัญญาณ (Channel) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีช่องสัญญาณ 80 MHz เพิ่มมาอีก 14 ช่อง และ 160 MHz เพิ่มมาอีก 7 ช่อง ทำให้ความเร็วในการใช้งานจริงสูงขึ้นกว่าเก่า ที่สำคัญคือ ช่องเหล่านี้ทำงานเป็นอิสระไม่ทับซ้อนกัน ช่วยลดความแออัดได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีเครือข่ายอยู่เป็นจำนวนมาก

ตารางเปรียบเทียบ Wi-fi 6 กับ Wi-fi 6E

จะใช้ WI-FI 6E ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Router หรือ Access Point) ไหม?

อุปกรณ์รุ่นเก่ารับส่งสัญญาณบนคลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz
แต่ Wi-Fi 6E นั้นทำงานบนคลื่นความถี่ 6 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่ใหม่ที่อุปกรณ์รุ่นเก่าไม่รองรับ

ดังนั้น หากต้องการใช้งานย่านความถี่ 6 GHz คุณต้องใช้ Router ที่มี Shipset ตัวใหม่ที่รองรับ Wi-Fi 6E
นอกจากนี้อุปกรณ์รับสัญญาณปลายทางที่จะมาเชื่อมต่อ ก็ต้องเป็นรุ่นใหม่ที่รองรับด้วยเช่นกัน


หลายฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่า Wi-Fi 6E คือการพัฒนาครั้งใหญ่ของ Wi-Fi ในรอบ 20 ปี และกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายควบคู่ไปกับ 5G และภายใน 1-2 ปีนี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า การมาของ Wi-Fi 6E จะสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่โลกขนาดไหน สมกับที่หลายคนคาดหวังหรือไม่